close

ส่วนยุทธศาสตร์และสารสนเทศ

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครราชสีมา

ผู้ดูแลระบบ
สถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2556
http://icons.iconarchive.com/icons/arrioch/orbz/24/orbz-nature-icon.pngสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2556

    สถานการณ์ขยะมูลฝอย ซึ่งปัจจุบันถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในอันดับต้น ๆ และมีปัญหาในการจัดการเป็นอย่างมาก ปี 2556 กรมควบคุมมลพิษ ได้ทำการสำรวจข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศใหม่ทั้งหมด โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 7,782 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาล จำนวน 2,271 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 5,510 แห่ง และ กทม. โดยการใช้แบบสำรวจและลงพื้นที่ภาคสนาม พบว่า ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มีจำนวน 26.77 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 2 ล้านตัน โดยขยะมูลฝอยจำนวนดังกล่าว ได้รับการให้บริการเก็บขนและนำไปกำจัด จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 4,179 แห่ง (ร้อยละ 54) โดยมีปริมาณขยะมูลฝอยที่ถูกนำไปกำจัดแบบถูกต้อง จำนวน 7.2 ล้านตัน (ร้อยละ 27) กำจัดแบบไม่ถูกต้อง 6.9 ล้านตัน (ร้อยละ 26) มีปริมาณขยะมูลฝอยที่ไม่ได้รับการเก็บขนทำให้ตกค้างในพื้นที่อยู่ถึง 7.6 ล้านตัน (ร้อยละ 28) และมีปริมาณขยะมูลฝอยที่ถูกดึงนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 5.1 ล้านตัน (ร้อยละ 19)

    ขณะนี้ทั้งประเทศมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยอยู่ทั้งหมด 2,490 แห่ง เป็นสถานที่ที่มีการกำจัดขยะ มูลฝอยแบบถูกต้องเพียง 466 แห่ง (ร้อยละ 19) และยังคงมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยไม่แบบถูกต้อง เช่น การเทกองกลางแจ้ง การเผาในที่โล่ง เป็นต้น อยู่ถึง 2,024 แห่ง (ร้อยละ 81) จากเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดปริมาณขยะมูลฝอยสะสมตกค้างเพิ่มขึ้นสูง จากการลงสำรวจพื้นที่ ปี 2556 พบว่า ปริมาณขยะมูลฝอยสะสมทั้งประเทศมีจำนวนสูงถึง 19.9 ล้านตัน ซึ่งจะเท่ากับการนำตึกใบหยก 2 จำนวน 103 ตึกมาเรียงต่อกัน วิกฤตปัญหาดังกล่าว จึงเป็นอีก "1 โจทย์ใหญ่ของประเทศและของกรมควบคุมมลพิษ" ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณขยะมูลฝอยที่ไม่ได้รับการเก็บขน ปริมาณขยะมูลฝอยที่กำจัดแบบไม่ถูกต้อง และปริมาณขยะมูลฝอยสะสม ล้วนแล้วแต่ทำให้ในแต่ละจังหวัดเกิดวิกฤตปัญหาในเรื่องของ การจัดการขยะมูลฝอยขึ้น โดยจังหวัดที่นับได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีวิกฤตปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย หรือ จังหวัดสกปรก 20 อันดับแรก ได้แก่ สงขลา สมุทรปราการ กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ราชบุรี เพชรบุรี แพร่ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ระนอง นครพนม ปัตตานี ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ด ลพบุรี อ่างทอง ขอนแก่น บุรีรัมย์ และชุมพร แต่หากมองเฉพาะถึงปัญหาในเรื่องของขยะมูลฝอยสะสม คือ เป็นขยะมูลฝอยเก่าที่ตกค้างรอรับการกำจัด พบว่า จังหวัดที่มีวิกฤตปัญหาขยะมูลฝอยสะสม 20 อันดับแรก ได้แก่ สงขลา สมุทรปราการ กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ราชบุรี ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี นครราชสีมา ลำปาง แพร่ ลพบุรี ชัยนาท นครปฐม เพชรบูรณ์ และระนอง

    สำหรับผลของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3Rs ที่ต้องการให้เกิดการคัดแยกและนำขยะกลับไปใช้ประโยชน์ หรือรีไซเคิล ข้อมูล ณ ปี 2556 มีทั้งหมด 5.1 ล้านตัน (ร้อยละ 19) ซึ่งยังน้อยมาก อย่างไรก็ตาม กรมฯ ต้องการเน้นในเรื่องของการลดปริมาณการเกิดขยะเป็นจุดสำคัญ ซึ่งหากพิจารณาจากอัตราการผลิตขยะต่อคนต่อวัน ในช่วง 5 - 10 ปีที่ผ่านมา ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอัตรามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปี 2551 เท่ากับ 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ปัจจุบัน 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน

    ของเสียอันตราย เป็นอีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าห่วงใย เพราะมีความเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเมื่อปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม จากการประมาณการเกิดขึ้นทั่วประเทศ 2.65 ล้านตัน โดยร้อยละ 77 หรือ 2.04 ล้านตัน เป็นของเสียจากภาคอุตสาหกรรม และร้อยละ 23 หรือ 0.61 ล้านตัน มาจากชุมชน

    ของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคตะวันออก รองลงไป เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคกลาง (แหล่งอุตสาหกรรมของประเทศ) ซึ่งจะถูกควบคุมด้วยกฎหมายและข้อบังคับของ กรมโรงงานอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ ยังพบการลักลอบทิ้งกากของเสียในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดในภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ เหตุการณ์ที่ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา คงยังเป็นที่จดจำ เพราะนำไปสู่การเร่งรัด ทบทวน และเพิ่มเติม "มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งและบริหารจัดการ กากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย" อย่างไรก็ตาม ยังพบการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายในปี 2556 มากกว่า 10 ครั้ง

    ของเสียอันตรายจากชุมชน ร้อยละ 65 เป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทโทรทัศน์ (ร้อยละ 27) เครื่องปรับอากาศ (ร้อยละ 19) ตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวีซีดี/ดีวีดี โทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป อีกร้อยละ 35 เป็นประเภทแบตเตอรี่ หลอดไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมี ระบบการจัดการที่มีอยู่ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ โดยกลุ่มหลัง จะถูกทิ้งปนไปกับขยะทั่วไป ส่วนกลุ่มแรกส่วนใหญ่ถูกจัดการนอกระบบโดยจะขายให้กับร้านหรือผู้รับซื้อของ เก่า ซึ่งอาจมีการถอดแยกชิ้นส่วนอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนที่รับกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชน เพียง 3 แห่ง

    ในอนาคตอันใกล้ การจัดการกับซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้คนทิ้งและซื้อของใหม่ ระบบการเก็บหรือเรียกคืนผลิตภัณฑ์เดิมที่เป็นความรับผิดชอบของผู้ขายสินค้า เหล่านี้ ยังไม่มี และกลายเป็นภาระของ อปท. ซึ่งไม่มีสถานที่กำจัดอย่างถูกต้อง

    มูลฝอยติดเชื้อ ปี 2556 กรมควบคุมมลพิษทำการสำรวจข้อมูลมูลฝอยติดเชื้อใหม่ด้วยเช่นกัน ทั้งเรื่องปริมาณและการวางระบบการจัดการ โดยร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผลการสำรวจ พบว่าเกิดขึ้นประมาณ 50,481 ตัน โดยการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจากสถานบริการการสาธารณสุขขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน คิดเป็น ร้อยละ 75 ของปริมาณมูลฝอยติดเชื้อทั้งหมด ทั้งนี้ โรงพยาบาลดังกล่าวมีงบประมาณ ในการบริหารจัดการและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อให้ เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 ประกอบกับมีการขอรับรองตามมาตรฐานการประเมินและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation หรือระบบ HA) และขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้สถานบริการการสาธารณสุขและห้องปฏิบัติการเชื้อ อันตรายในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มีการจ้างเอกชนดำเนินการขนส่งมูลฝอยติด เชื้อใช้เอกสารกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (Infectious Waste Manifest System แล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556

    ปัจจุบัน โรงพยาบาลเผากำจัดเองโดยเตาเผาของโรงพยาบาล อย่างน้อย 142 แห่ง หรือประมาณ 2,352 ตันต่อปี ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อที่เหลือ โรงพยาบาลฯ มอบหมายให้เอกชนดำเนินการเก็บ ขน และ กำจัด โดยเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้รับเก็บขน และส่งไปกำจัดยังสถานที่กำจัดของ อปท. ที่เปิดดำเนินการจำนวน 10 แห่ง และสถานที่กำจัดของเอกชน ไม่น้อยกว่า 8 แห่ง จึงต้องมีระบบที่จะควบคุมการขนส่งไปยังเตาเผา และการควบคุมเตาเผาให้มีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตาม สถานบริการการสาธารณสุขขนาดเล็ก ได้แก่ คลินิก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือสถานีอนามัย และสถานพยาบาลสัตว์ (25%) ยังคงพบข้อจำกัดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การขนส่งและการกำจัด มูลฝอยติดเชื้อจากสถานบริการการสาธารณสุขขนาดเล็ก บางส่วนจะถูกส่งไปกำจัดร่วมกับโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นเครือข่าย บางส่วนอาจมีการทิ้งปนไปกับมูลฝอยชุมชน ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษจึงมีแนวคิดในการจัดทำรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่เหมาะ สมเพื่อให้สามารถบรรเทาปัญหาหรือข้อจำกัดดังกล่าว รวมทั้งช่วยส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ จัดการมูลฝอยติดเชื้อให้สามารถบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อได้อย่างมี ประสิทธิภาพและครอบคลุมสถานบริการการสาธารณสุขทุกประเภทอีกด้วย

    กรมควบคุมมลพิษถือเป็น "นโยบาย" ที่จะทำให้ขยะทุกประเภท ทุกกิโลกรัม หรือทุกตันที่เกิดขึ้นได้รับ การจัดการ ไม่เกิดภาพการลักลอบทิ้งหรือขยะเกลื่อนเมือง ขณะนี้ ได้มีการวางระบบการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ของเสียอันตรายและมูลฝอยติดเชื้อไว้แล้ว และได้ผลักดันไปสู่การปฏิบัติโดยใช้กลไก "โครงการเมืองสวยใสไร้มลพิษ (Clean & Green City)" โดยให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคสนับสนุน อปท. จัดการกับขยะทุกประเภทในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ขณะนี้ มี อปท. เข้าร่วม 1,096 แห่ง ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมฯ ต้องการผลักดันให้ "การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ" ด้วยกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์หลัก คือ 1) การเสริมสร้างสังคมรีไซเคิล 2) การจัดระบบการเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ 3) การรวมกลุ่มขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (cluster) 4) การแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน (Waste to Energy) 5) การวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และ 6) การให้เอกชนมีส่วนร่วมดำเนินการในรูปแบบ Public Private Partnerships (PPPs)

    http://icons.iconarchive.com/icons/arrioch/orbz/24/orbz-nature-icon.pngเมื่อมาดูเรื่อง สถานการณ์ของคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านอากาศ และน้ำ ในปี 2556 พื้นที่วิกฤตด้านคุณภาพอากาศ มี 4 พื้นที่ คือ

    1)    ตำบลหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี เป็นเขตควบคุมมลพิษมาตั้งแต่ปี 2547 และมีปัญหาฝุ่นละอองติดอันดับสูงสุดของประเทศมาโดยตลอด เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ประกอบกิจการโรงโม่ เหมืองหิน โรงงานปูนซีเมนต์ จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นมาเป็นลำดับ ปี 2556 จำนวนวันที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) สูงเกินมาตรฐาน ลดลง จากปีที่ผ่านมา จาก 137 วัน เหลือ 95 วัน ค่าเฉลี่ยรายปี ลดลง จาก 107 มคก./ลบ.ม. เป็น 98 มคก./ลบ.ม. เป็นผลมาจากผู้ประกอบการร่วมมือปฎิบัติตามกฎระเบียบที่ภาครัฐกำหนด ยังเหลือเรื่องการควบคุมการขนส่งหิน ผลิตภัณฑ์จากหินและการขนส่งอื่นๆ ที่ต้องควบคุมการปิดคลุมให้เข้มงวดขึ้น รวมทั้งควบคุมฝุ่นละอองจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงอิฐบล็อค โรงปูนขาว โรงแต่งแร่ โดยกรมควบคุมมลพิษจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนผลักดันหลักการ ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) เพื่อควบคุมฝุ่นละอองตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตถึงลูกค้า

    2) ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษมาตั้งแต่ปี 2552 ปัญหามลพิษทางอากาศหลักที่พบ คือ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศโดยทั่วไป ได้แก่ สารเบนซีน 1,3 บิวทาไดอีน และ 1,2 ไดคลอโรอีเทน เกินค่ามาตรฐานสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี โดยพบค่าสารเบนซีนลดลงจากปี 2555 ในขณะที่สาร 1,3 บิวทาไดอีน และ 1,2 ไดคลอโรอีเทน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2555 โดยพบว่าปัญหาหลักเกิดจากการระบายจากภาคอุตสาหกรรมในกิจกรรมที่ไม่ใช่การ ผลิตปกติ ได้แก่ การปิดปรับปรุง การซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักร และการเริ่มเดินระบบ รวมทั้งกิจกรรมท่าเรือที่มีการเก็บรักษา ขนถ่าย และ/หรือขนส่งสารดังกล่าว ซึ่งกรมควบคุมมลพิษจะมีการกำหนดมาตรฐาน/มาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการ ระบายสาร VOCs ในกิจกรรมข้างต้นต่อไป นอกจากนี้ยังพบสารไวนิลคลอไรด์มีปริมาณสูงเกินค่าเฝ้าระวังสำหรับสาร อินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2556 เนื่องจากมีการรั่วซึมจากอุปกรณ์ภายในโรงงานอุตสาหกรรมที่หยุดประกอบกิจการ ไปแล้ว ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการควบคุมการรั่ว ของสารดังกล่าวแล้ว

    3)    กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังพบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซโอโซน และสารอินทรีย์ระเหยง่าย เกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และในปี 2556 ปัญหามลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นในสัดส่วน ที่มากกว่าภาคอื่นของประเทศ เนื่องมาจากการคมนาคมขนส่ง เมื่อดูจากสถิติการจดทะเบียนยานพาหนะสะสม ในปี 2556 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 กรณีก๊าซโอโซน กรมควบคุมมลพิษได้เฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นของสารอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของการเกิดโอโซน คือ สารฟอร์มัลดีไฮด์และอะเซทัลดีไฮด์ ซึ่งพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากรถยนต์เก่าและขาดการดูแลบำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่ดีซึ่งมีอัตรา การปล่อยสารทั้งสองตัวที่สูงกว่ารถยนต์ใหม่และรถยนต์ที่ดูแลเครื่องยนต์ดี นอกจากนี้ พื้นที่ปริมณฑลยังได้รับผลกระทบปัญหาก๊าซโอโซนจากโรงงานไฟฟ้า ยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรมร่วมด้วย

    4)    ภาคเหนือตอนบน จะพบวิกฤตหมอกควันระหว่างเดือนมกราคม - เมษายน ของทุกปี สถานการณ์หมอกควันภาคเหนือปี 2556 โดยภาพรวมดีขึ้นกว่าปี 2555 โดยพบ PM10 เกินเกณฑ์มาตรฐาน 46 วัน (ปี 2555 พบเกินเกณฑ์มาตรฐาน 63 วัน) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 428 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยรายปีสูงสุด ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง 60 มคก./ลบ.ม. ทั้งนี้ เป็นผลมาจากแต่ละจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม "มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันภาคเหนือ 9 จังหวัด ปี 2556"
สารมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาหลัก ซึ่งกรมควบคุมมลพิษยังต้องเฝ้าระวัง คือ

    1) ฝุ่นละออง ( PM10) ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศจากเดิมที่เคยมีแนวโน้มลดลงในปี 2551 - 2554 กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2556

    ขณะที่พื้นที่ในภาคต่างๆ ของประเทศ ปริมาณฝุ่นละอองลดลง แต่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลกลับพบปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากยานพาหนะและการจราจรที่ติดขัดมากขึ้น พื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1) ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี 2) ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 3) บริเวณริมถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 4) ตำบลท่าสี อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และ 5) ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย "โดย 3 ใน 5 พื้นที่ เหตุเพราะหมอกควัน"

    2) ก๊าซโอโซน ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศในปี 2556 เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเฉลี่ยในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยยานพาหนะเป็นแหล่งกำเนิดหลักในพื้นที่เขตเมือง ภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเลียมเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออกของประเทศ พื้นที่ ที่มีค่าสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1) ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 2) ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 4) ตำบล บางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 5) ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยที่ระดับผิวพื้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

    3) สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) สารเบนซีนในหลายพื้นที่พบปริมาณลดลงจากปี 2555 ยกเว้นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนสาร VOCs ชนิดอื่น ได้แก่ 1,3 บิวทาไดอีน และ 1,2 ไดคลอโรอีเทนยังมีค่าเกินมาตรฐานในพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่ค่าเฉลี่ยทั้งพื้นที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2555 เล็กน้อย

    คุณภาพน้ำของประเทศไทย กล่าวได้ว่า แม่น้ำและแหล่งน้ำสำคัญ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 26 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 51 อีกร้อยละ 23 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ถือว่าแนวโน้มเสื่อมโทรมลง เพราะบริเวณที่เคยมีคุณภาพน้ำดี ลดลง (จากร้อยละ 35 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 26 ในปี 2556) บริเวณที่เสื่อมโทรม เพิ่มขึ้น (จากที่เคยเหลือร้อยละ 15 ในปี 2554 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2556) เมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ปี 2556 กับการกำหนดประเภทของแหล่งน้ำตามมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน พบว่า แหล่งน้ำที่ได้มาตรฐานตามประเภทที่กำหนด มีเพียง 8 แหล่ง (ร้อยละ 14) และไม่เป็นไปตามประเภทที่กำหนด 51 แหล่ง (ร้อยละ 86) โดยแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ท่าจีนทั้งสาย ลำตะคองตอนล่าง พังราดตอนบน แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำระยองทั้งสาย แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ ลำชี ตรัง สงคราม หนองหาน เวฬุ แควน้อย แม่จาง ตาปีตอนบน วังและอิง

    น้ำทะเลชายฝั่ง จากระยะทางของชายฝั่งกว่า 3,000 กิโลเมตร มีคุณภาพน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 16 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 35 ส่วนอีก ร้อยละ 36 เสื่อมโทรม และร้อยละ 13 เสื่อมโทรมมาก จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี สถานการณ์ของน้ำทะเลอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เพราะบริเวณที่เคยมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ขณะนี้ ไม่มีเลย และบริเวณที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ก็เหลือน้อยลงอย่างมาก (จากร้อยละ 51 ในปี 2552 เป็น ร้อยละ 16) บริเวณที่เสื่อมโทรมมาก ได้แก่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลอง 12 ธันวา หน้าโรงฟอกย้อม กม.35 บางขุนเทียน ปากแม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำแม่กลอง ท่าเรือสัตหีบ ท่าเรือแหลมงอบ หาดชะอำ ปากคลองท่าเคย หาดชาญดำริ ปากน้ำระนอง แสดงให้เห็นว่าคุณภาพน้ำทะเลได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการระบายน้ำเสียและของ เสียจากชุมชน เกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และอุตสาหกรรม

    การบริหารจัดการมลพิษทางน้ำ สาเหตุคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร โรงงานอุตสาหกรรม ในขณะที่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชนสามารถรองรับน้ำเสียที่เกิดจากประชากรได้ เพียงร้อยละ 10 ประกอบกับน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน จากผลการตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษของ กรมควบคุมมลพิษเพื่อกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการมีการบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตาม มาตรฐาน พบว่ามีแหล่งกำเนิดมลพิษบำบัดน้ำเสียเป็นไปตามมาตรฐาน ประมาณร้อยละ 40 นอกจากนี้ ยังขาดกลไกในการจัดการน้ำเสียจากการเกษตรกรรม ดังนั้น ในอนาคตจำเป็นต้องมีกลไกใหม่ ๆ เข้ามาเสริม ตั้งแต่เรื่องการอนุญาตประกอบกิจการ ต้องคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ การให้สถานประกอบการต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียตั้งแต่เริ่มต้น การกำหนด Zoning การพิจารณาอนุญาตการระบายมลพิษ การมีมาตรฐานเฉพาะพื้นที่ หรือการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม (ภาษีมลพิษทางน้ำ) เป็นต้น

    การดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่ง คือ เรื่อง เขตควบคุมมลพิษ ซึ่งที่ผ่านมานับจากปี 2535 มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ไปแล้ว 23 พื้นที่ ใน 13 จังหวัด โดยกรมควบคุมมลพิษได้เข้าไปส่งเสริมผลักดัน การแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่หลายพื้นที่ยังมีปัญหามลพิษอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ ขยะมูลฝอย ของเสียอันตราย อาทิเช่น เขตควบคุมมลพิษปริมณฑล (ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรปราการ) บางพื้นที่แม้ว่าปัญหามลพิษลดลง เช่น เมืองพัทยา ภูเก็ต หมู่เกาะพีพี แต่คุณภาพสิ่งแวดล้อมยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กำนด บางพื้นที่มลพิษที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น ตำบลหน้าพระลาน สระบุรี ระยอง และสมุทรปราการ

    ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานเขตควบคุมมลพิษยังไม่มี ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ในปี 2556 ต่อเนื่องมา 2557 กรมควบคุมมลพิษให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค ทำการตรวจสอบในเชิงลึกของแต่ละพื้นที่เพื่อประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงาน โดยจะดูจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ว่า ดีขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปในแนวโน้มหรือทิศทางใด การแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ทั้งที่ผ่านมาและกำลังจะดำเนินการ มีอะไรบ้าง และกลไกของแต่ละพื้นที่ในการดำเนินงานเป็นอย่างไร เพื่อที่ว่าหากพื้นที่ใดมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดี หรือปัญหามลพิษ ที่เป็นที่มาของการประกาศเขตได้รับการจัดการ หรือกระบวนการทำงานของพื้นที่สามารถดำเนินงานไปได้ด้วยอำนาจหน้าที่และ ภารกิจของหน่วยงาน อาจพิจารณายกเลิกการเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่า กลไกของกฎหมายสิ่งแวดล้อมในเรื่องการประกาศเขตควบคุมมลพิษ มีประสิทธิผลและเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพอนามัยของประชาชนได้ หากพื้นที่ใดที่คุณภาพสิ่งแวดล้อมยังไม่ดีขึ้น และมีปัญหาการบริหารจัดการ กรมฯ จะเข้าไปขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาแก้ไขในพื้นที่ที่เป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกำหนดเป็นนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของเขตควบคุมมลพิษ ในภาพรวมทั้งประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เป็นจุดอ่อน ณ ขณะนี้ พื้นที่ที่กรมฯ เข้าไปทำงานเต็มตัว คือ หน้าพระลาน สระบุรี และระยอง

    นอกจากเรื่องเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งกรมฯ ถือเป็นพื้นที่วิกฤตแล้ว กรณี พื้นที่เสี่ยง กรมฯ จะเข้าไปดำเนินการด้วย (Area Approach) ขณะนี้ กำลังระบุ (identify) พื้นที่ที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมของทุกจังหวัด โดยการดำเนินงานจะทำทั้งในระดับพื้นที่ เริ่มจาก เฝ้าระวัง (จับตามอง) ระดับต่อไป คือ เข้าไปแก้ไขร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง และระดับต่อมา ถ้าจำเป็นต้องมีข้อเสนอในระดับนโยบาย ก็จะเชื่อมต่อมายังส่วนกลาง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการทำงานในเชิงรุก ไม่รอให้ปัญหาลุกลามหรือส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือกับประชาชนแล้ว จึงดำเนินการ

http://icons.iconarchive.com/icons/arrioch/orbz/24/orbz-nature-icon.pngส่วนสุดท้าย เป็นความก้าวหน้าของ เหตุการณ์สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา

    - น้ำมันรั่วที่เกาะเสม็ด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งเปิดให้บริการอ่าวพร้าว อุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว หลังจากตรวจสอบค่าน้ำทะเลทุกหาดกลับสู่สภาวะปกติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังทำงานเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ "คณะกรรมการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน (กรณีท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จังหวัดระยอง)" ที่มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ได้แก่ การสำรวจและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จัดทำแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเล การสะสมของมลพิษในชั้นทรายบริเวณอ่าวพร้าว และการเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ในอนาคต ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์การเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน การปรับปรุงแผนที่ทรัพยากรที่มีความอ่อนไหวต่อคราบน้ำมันให้ทันสมัย เพิ่มสถานีเก็บตัวอย่างคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่อเป็นฐานข้อมูลใน พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล แนวทางและการควบคุมการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน เป็นต้น

    - ลุ่มน้ำแม่ตาว จังหวัดตาก ผลจากการฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลก ของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านใน 3 ตำบล (ต.แม่ตาว ต.แม่กุ และ ต.พระธาตุผาแดง) ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 6 ราย ดำเนินการแก้ไขและเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองพิษณุโลกได้พิพากษาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2556 ให้กำหนดพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวเป็น พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภายใน 90 วัน ขณะนี้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างดำเนินการออกกฎกระทรวงและกำหนดมาตรการคุ้มครองที่จะระบุไว้ในกฎ กระทรวงดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปการดำเนินการประกาศพื้นที่คุ้มครองจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี

    - สารตะกั่วในห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดอย่างครบถ้วน ได้แก่ จ่ายเงินค่าเสียหายให้กับชาวบ้านคลิตี้ จำนวน 22 คน รายละ 177,199.55 บาท เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 ดำเนินการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วบริเวณห้วยคลิตี้ โดยกรมฯ ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ ปรับปรุงฝายหินทิ้งที่อยู่ในลำห้วย จำนวน 2 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดักตะกอน ตะกอนที่ดักได้จะนำไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้างหลุมฝังกลบ นอกจากนี้ ได้ว่าจ้างบริษัท เบตเตอร์เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) จัดการกับตะกอนดินปนเปื้อนที่อยู่ในหลุมฝังกลบริมห้วยคลิตี้ จำนวน 4 หลุม โดยนำไปกำจัดนอกพื้นที่ ณ ศูนย์บริหารจัดการกากอุตสาหกรรม จังหวัดสระบุรี ส่วนอีก 4 หลุม กำลังของบประมาณปี 2558 ทั้งนี้ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาแนวทางการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว ให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ รวมถึง กรมฯ ยังคงติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณห้วยคลิตี้ ทุก 3 เดือน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างต่อเนื่อง

    - การลักลอบทิ้งกากของเสียตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินคดีและสั่งการให้ผู้ประกอบการทำการบำบัด ฟื้นฟูพื้นที่ที่ปนเปื้อน และขนย้ายกากของเสียและสารเคมีออกไปกำจัดอย่างถูกต้อง ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว สถานการณ์การปนเปื้อนสารฟีนอลในแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินกลับเข้าสู่ภาวะ ปกติ มีเพียงบางจุดที่สูงกว่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ จังหวัดฉะเชิงเทราได้จัดหาเครื่องกรองน้ำแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อก่อสร้างระบบประปาจากการประปาส่วนภูมิภาค ปัจจุบันประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตื่นตัวและจัดเวรยามเฝ้าระวัง ในแต่ละชุมชน ทำให้ไม่มีการลักลอบนำกากของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่เพิ่มเติมอีก จากเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การเร่งรัด ทบทวน และเพิ่มเติม "มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งและบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่ เป็นอันตราย" ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้จัดทำฐานข้อมูลและจัดทำมาตรการในการป้องกันพื้นที่ เสี่ยงต่อการลักลอบทิ้งในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ และปราจีนบุรี

    - สารปรอทในคลอง บริเวณสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำ ไม่พบการปนเปื้อนของปรอท ในตะกอนดิน พบสูงเกินมาตรฐานครั้งเดียวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 2 จุด บริเวณปากคลองชะลองแวง และคลองรั้ง แต่พบในตัวอย่างปลาซึ่งเกินมาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อนตามประกาศกระทรวง สาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ. 2529) โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น จะร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กำหนดแนวทางการเฝ้าระวังสุขภาพ ติดตามสุขภาพผู้ที่พบสารปรอทในร่างกายสูง สืบสวนการได้รับสัมผัสสารปรอท ประเมินความเสี่ยงจากการบริโภคปลา และเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ระยะยาวต่อไป

กองแผนงานและประเมินผล กรมควบคุมมลพิษ
โทรศัพท์ 0 2298 2474-5 โทรสาร 0 2298 2471 www.pcd.go.th
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม www.mnre.go.th